
ประชารัฐมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

ลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ไร้พรมแดนกั้น
นระดับโลกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่ประเทศยากจนและกลุ่มเปราะบางจะเป็นกลุ่มที่เผชิญกับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น ด้วยปัจจัยทางทรัพยากรธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ด้านความยากจน ในปีพ.ศ. 2573 ประชากรมากกว่า 100 ล้านคนอาจเผชิญความยากจนขั้นรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ และประชากร 200 ล้านคนอาจพลัดถิ่นจากภัยธรรมชาติจากสภาพอากาศรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ด้านความมั่นคงทางอาหารในปีพ.ศ. 2564 ประชากรกว่า 783 ล้านคนเผชิญความหิวโหยอย่างต่อเนื่อง และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาจะมีประชากรอีก 189 ล้านคนที่ถูกผลักให้เผชิญความหิวโหย การพลัดถิ่น ในปีพ.ศ. 2565 ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย 84% ลี้ภัยจากประเทศที่เปราะบางต่อสภาพอากาศ และด้านที่อยู่อาศัย เมืองชายฝั่งจำนวนมากที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนกำลังเผชิญความเสี่ยงเพราะพื้นที่เมืองมากกว่า 90% นั้นเป็นพื้นที่ชายฝั่ง
โลกร้อนส่งผลต่อทุกคน แต่ผลกระทบแต่ละประเทศรุนแรงไม่เท่ากัน
จากวิกฤติดังกล่าวทั่วโลกจึงหารือกันผ่านเทีเจรจาที่มีชื่อว่า COP จึงมีการจัดเวทีเจรจาต่อรองที่เป็นที่รู้จักในชื่อ COP เพื่อให้นานาชาติตั้งเป้าหมายที่ตรงกันและเป็นเครื่องมือนำเสนอปัญหาของแต่ละประเทศในระดับโลก การประชุม COP สมัยที่ 26 มีความเชื่อมโยงกับความตกลงปารีสที่มีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งเป้าไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และเร่งระดมเงินทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 ให้ได้ปีละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากการประชุม COP26 ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเป็น 40% ภายในปี พ.ศ. 2573 ในปัจจุบันประเทศไทยมีแผนงานระดับชาติในการแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกและความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การเก็บข้อมูลของประเทศไทยมีความสำคัญในการเจรจาในเวทีโลก เช่น COP เพราะแม้ว่าสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยน้อยกว่า 1% ของทั้งโลก แต่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศไทยต้องการการสนับสนุนอะไรบ้างจากประชาคมโลก
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ประเทศไทยยังต้องการความช่วยเหลือทั้ง 3 ด้านจากต่างประเทศ ได้แก่
1. แผนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย เช่น การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไปยังเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า กรีนดีเซล หรือน้ำมันดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการจัดการดินและมูลสัตว์ และการลดการใช้น้ำและการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน
2. ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาแผนที่ข้อมูลแสดงพื้นที่เสี่ยงและผลกระทบ และการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับการปรับตัว ข้อมูลงานวิจัย งานวิจัยด้านสภาพอากาศ และข้อมูลการพยากรณ์อากาศ และ
3. ด้านการสร้างขีดความสามารถ สร้างศักยภาพให้ภาครัฐและเอกชนมีแผนงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีกลไกทางการเงิน การสร้างแรงจูงใจ และแนวทางดำเนินการในการมีส่วนรวมของภาคเอกชนให้หันมาลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม
